ประวัติความเป็นมา

หน้าหลัก | ประวัติความเป็นมา

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แหล่งกำเนิดหลักสูตรภูมิพลังแผ่นดิน

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันอันเป็นเสาหลักของแผ่นดินเชื่อมั่นว่า ท่านผู้เข้าร่วมรับการอบรมซึ่งล้วนเป็นผู้นำระดับสูงของสังคมและประเทศ และเป็นอีกขุมพลังหนึ่งของ “ภูมิพลังแผ่นดิน” จะได้ร่วมระดมสติปัญญาแต่งเสริมเติมไหมให้ผืนผ้าที่ถูกถักทอเป็นต้นร่าง ได้เพิ่มความสมบูรณ์ความสวยงามและความมั่นคง เพื่อให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้ได้อาศัยเป็นหน่อเนื้อปลูกปัญญา ให้กับผู้นำของประเทศรุ่นต่อๆไป เพื่อสานปณิธาน ที่มุ่งให้หลักสูตร“ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูง เป็นจุดรวมพลังเพื่อต่อพลังให้เป็นพลังของแผ่นดินต่อไปไม่รู้จบ

ความข้างต้นเป็นความตอนหนึ่งของสารจากท่านอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ศ.นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ที่มีถึงผู้เข้าอบรมหลักสูตรภูมิพลังแผ่นดิน สำหรับผู้บริหารระดับสูงทุกรุ่น

หลักสูตรภูมิพลังแผ่นดินก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2555 และได้เปิดอบรมให้กับผู้บริหารระดับสูงรุ่นที่หนึ่งในวันที่ 21 สิงหาคม 2555 ซึ่งในปีนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ผ่านการสถาปนามาเป็นเวลานับได้ 95 ปี ซึ่งนั่นหมายความว่าอีก 5 ปี นับจากนั้นสถาบันอันเก่าแก่นี้จะมีอายุครบ 100 ปี

กระนั้นคณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้มีดำริที่จะเปิดหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงมาก่อน ปี พ.ศ.2555 เจตนารมณ์ตามกล่าวสัมพันธ์กับภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากจะเล่าโดยย่อก็ต้องเริ่มที่ คณะผู้บริหารสถาบันมีดำริว่า สถาบันการศึกษาแห่งนี้ก่อเกิดขึ้นมาได้ก็ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5, พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และล้นเกล้ารัชกาลที่ 6, พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงควรที่ชาวจุฬาฯ จะรวมพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวร่วมประกอบกิจอันจะสนองพระราชปณิธาน และพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ที่ทรงประสงค์จะให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เป็นเครื่องที่ทำให้บังเกิดประโยชน์แก่ชาติไทยไม่มีเวลาเสื่อมสูญ” ซึ่งกิจดังกล่าวควรเป็นหน่อแห่งเมล็ดพันธุ์อันสมบูรณ์ที่พร้อมจะผลิดอกออกช่อรับวาระอันเป็นมงคลสมัยที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะเจริญครบรอบศตวรรษของการก่อตั้ง และเพื่อให้เจตนารมณ์ดังกล่าวบรรลุซึ่งวัตถุประสงค์ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยจึงได้มอบหมายให้ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รับภาระไปดำเนินการจัดทำหลักสูตรการอบรมที่มีคุณภาพและคุณูประการกับประเทศ ศูนย์บริการวิชาการจึงได้รวมพลังชาวจุฬาฯ และได้ประสานงานกับอดีตคณาจารย์ผู้ใหญ่ของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะครุศาสตร์ และสถาบันเอเชียศึกษาในสังกัดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมร่างและกำหนดแนวทางของหลักสูตรด้วยประการฉะนี้ หลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูงจึงได้ถือกำเนิดขึ้นในรั้วจามจุรี

คงไม่ผิดนักหากจะอนุมานว่าก่อนจะมีดำริจัดทำหลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูง สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการหลายแห่งรวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดหลักสูตรอบรมให้กับภาครัฐและภาคเอกชนอยู่แล้วเป็นจำนวนมาก กระนั้นยังไม่ปรากฏหลักสูตรที่จัดขึ้นด้วยเจตนาที่มุ่งปลูกฝังให้ผู้อบรมได้รับรู้และตระหนักในความสำคัญของสถาบันที่ค้ำชูแผ่นดินไทยให้หยัดยืนจนตราบเท่าทุกวันนี้ ซึ่งได้แก่สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในฐานะสถาบันที่ก่อเกิดใต้ร่มพระมหากรุณาธิคุณของบูรพกษัตริย์ถึงสองพระองค์ และได้ปวารณาตนพร้อมเป็นเสาหลักทางปัญญาของแผ่นดิน เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการรังสรรค์หลักสูตรอันจะเป็นพลังที่จะยังประโยชน์ให้แผ่นดินไทยอย่างต่อเนื่อง และยั่งยืน ที่สำคัญหลักสูตรที่จะสร้างขึ้นใหม่นั้นต้องไม่หมายมุ่งสนองประโยชน์ให้กับผู้เข้ารับการอบรมเช่นหลักสูตรทั่วไป แต่ต้องเป็นหลักสูตรที่ปลูกฝัง “จิตสำนึก” ให้ผู้เข้าอบรมมุ่งทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นคือสังคม หรือคนหมู่มากเป็นปฐมนั้นเป็นหลักคิดเบื้องต้น หากจะกล่าวให้กระชับ หลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูงได้วางเป้าประสงค์สำคัญของหลักสูตรอยู่ที่การมุ่งสืบสานพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระราชดำรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” คณะผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเล็งเห็นว่า พระราชปณิธานนั้น นับเป็นแนวทางสำคัญอันจะนำพาให้บ้านเมืองหยัดยืนและพัฒนาอย่างมั่นคง เพราะประโยชน์สุขของมวลชน คือหลักประกันความมั่นคงของประเทศ ที่สำคัญพระราชปณิธานจำเป็นต้องมี “ผู้สืบสาน” และผู้ที่จะมีกำลังสืบสานได้ก่อนผู้อื่นก็คือผู้บริหารระดับสูงของประเทศทุกภาคส่วน นั่นเป็นเหตุผลสำคัญว่า เหตุใดหลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” จึงมุ่งให้การอบรมผู้บริหารระดับสูงเป็นสำคัญ

นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ที่มุ่งสืบสานพระราชปณิธาน และพระราชภารกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว หลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูงยังมุ่งวางรากฐานความตระหนักรู้ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการธำรงไว้ซึ่งสถาบันหลักของประเทศอันได้แก่ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ผู้จัดทำหลักสูตรจึงจัดแบ่งหัวข้อการอบรมเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ ได้แก่ ตามรอยพระบาทสู่เส้นทางนักบริหาร, บนเส้นทางการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของแผ่นดิน, วิถีธรรม วิถีคน ศาสนากับการครองตนของผู้บริหารและประชาชาติก้าวไกล ประชาไทยก้าวหน้า : วิกฤตและโอกาสกับอนาคตของประเทศ ทั้งนี้รายละเอียดของสาระการอบรมจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ภายในประเทศและสถานการณ์โลกที่ผันแปรไป

จากวันวานถึงวันนี้ หลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารระดับสูงได้เปิดให้การอบรมผ่านมาแล้วถึง 3 รุ่น และกำลังอยู่ในระหว่างการเปิดการอบรมให้กับผู้บริหารรุ่นที่ 4 เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้บรรจงหว่านลงในเนื้อนาที่อุดมของประเทศ ส่งผลให้มีผู้สำเร็จการอบรมแล้ว 360 ท่าน และพร้อมจะเข้าอบรมในรุ่นที่ใกล้จะเปิดนี้อีก 120 ท่าน รวมเป็น 480 ท่าน และที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งคือ เหล่าบุคคลชั้นนำที่ได้ผ่านการอบรมไปแล้วทั้ง3 รุ่น ได้รวมพลังกันจัดตั้งชมรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” ขึ้นในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2558 ชมรม “ภูมิพลังแผ่นดิน” นี้มีอุดมการณ์ต่างไปจากชมรมโดยทั่วไป เพราะผู้สำเร็จการอบรมได้รวมตัวก่อตั้งด้วยเจตนารมณ์ที่ไม่มุ่งสร้างประโยชน์ให้สมาชิกของชมรม แต่มุ่งสร้างประโยชน์ให้กับสังคม และที่สำคัญเหนืออื่นใดคือ มุ่งพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของบ้านเมืองอันได้แก่ สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ข้อเท็จจริงตามได้แสดงมาย่อมเป็นหลักฐานในตัวเองที่ยืนยันให้เห็นว่า เมล็ดพันธุ์แห่งปัญญาที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้หว่านลงบนแผ่นดินไทยนี้ ได้แตกหน่อก่อเกิดเป็นพลังอันจะเจริญเป็นเสาหลักร่วมค้ำจุนสังคม และประเทศต่อไปอีกนานเท่านาน

ในโสตหนึ่งหลักสูตร “ภูมิพลังแผ่นดิน” สำหรับผู้บริหารนับเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากแต่ความสำเร็จนั้นเกิดก่อได้ด้วยการผสานพลังหลายสายที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังหนึ่งนั้นคือพลังของแผ่นดินไทยที่ตกทอดมาแต่อดีต พลังหนึ่งนั้นคือพลังของสถาบันการศึกษาที่หยัดยืนคู่มากับแผ่นดิน นับย้อนไปใกล้ถ้วนศตวรรษ พลังหนึ่งนั้นเกิดจากการรวมพลังของเหล่าคณาจารย์ และปราชญ์แห่งแผ่นดินที่สละแรงกาย แรงใจ และกำลังปัญญามาร่วมรังสรรค์หลักสูตรนี้ และท้ายสุดคือพลังของผู้บริหารระดับสูงที่อุทิศตนเข้ามาร่วมรับการอบรมและนำความรู้ตลอดจน หลักคำสอนไปประยุกต์ใช้จนเกิดประโยชน์กับสังคม และประเทศชาติ ทั้งหมดนี้คือ “ตัวตนแห่งภูมิพลังแผ่นดิน” เป็นความภาคภูมิใจที่จะสถิตคู่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปอีกนานเท่านาน